กาญจนบุรี / Kanchanaburi

หลบหนีความแออัดในเมืองหลวงที่มีการจราจรติดขัด วันนี้ N2Trip พาออกมาเที่ยวกันที่จังหวัดกาญจนบุรี อีกหนึ่งจังหวัดที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย การเดินทางมาเที่ยวก็สะดวกสบาย ขับรถจากกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร เราใช้เส้นทางกรุงเทพฯ - พุทธมณฑล - นครปฐม - กาญจนบุรีค่ะ เพราะเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางที่หลายคนคุ้นเคย สั้นที่สุด และง่ายที่สุด แต่ถ้าใครไม่ได้ขับรถ ก็มีให้เลือกทั้งรถทัวร์ / รถตู้ หรือจะใช้บริการรถไฟ ก็แนวดีนะคะ ถึงช้าหน่อยแต่ก็ได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่เป็นธรรมชาติสองข้างทาง รวมทั้งรถไฟยังผ่านจุดท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ อีกด้วย


ความเป็นมาของจังหวัดกาญจนบุรี ย้อนไปสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ที่ทำให้กาญจนบุรีมีชื่อเสียงไปทั่วโลก คือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อญี่ปุ่นตัดสินใจสร้างทางรถไฟสายยุทธศาสตร์ จากประเทศไทยไปพม่า โดยเกณฑ์เชลยศึกและแรงงานจำนวนมากมาเร่งสร้างทางรถไฟอย่างหามรุ่งหามค่ำ จนทำให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทั้งจากความเป็นอยู่ที่ยากแค้นและโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า อันเป็นที่มาของ คำว่า “เส้นทางรถไฟสายมรณะ” ปัจจุบันจังหวัดกาญจนบุรี คือดินแดนแห่งธรรมชาติ อันอุดมสมบูรณ์ด้วยผืนป่า พรรณไม้ ถ้ำ น้ำตก และประเพณีวัฒนธรรมอันหลากหลายของผู้คนหลากเชื้อชาติ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออารี ทั้งไทย พม่า มอญ ปากะญอ (กะเหรี่ยง) ฯลฯ และเต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ด้วยความหลากหลายของพื้นที่และเรื่องราวที่สั่งสมอยู่ในจังหวัดชายแดนตะวันตกแห่งนี้ กาญจนบุรีจึงเป็นจุดหมายปลายทางที่เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวทุกสไตล์ ทุกวัย และทุกฤดูเลยค่ะ

ทริปนี้เราจะไปกันช้าๆ นะคะ แวะเที่ยว แวะกิน พักรถมาเรื่อยๆ ก็ถึงจุดหมายแรก จามจุรียักษ์ ตั้งใจมาดูความยิ่งใหญ่ของ Giant Tree โดยเฉพาะ ซึ่งก็ไม่ผิดหวังจริงๆ จามจุรียักษ์ต้นนี้คาดว่ามีอายุมากว่า 100 ปีแล้วค่ะ (พิกัด GPS :13.955266, 99.527037) มาถึงแล้วก็อย่าลืมไหว้ศาลเจ้าแม่จามจุรีด้วยนะคะ

ศาลเจ้าแม่จามจุรี

สถานที่ต่อไป สุสานทหารสัมพันธมิตร(ดอนรัก) ฟังชื่อว่าเป็นสุสานก็จริง แต่ในปัจจุบันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะคะ เป็นสุสานเชลยศึกสัมพันธมิตรที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างทางรถไฟสายมรณะไปพม่า ในสงครามโลกครั้งที่ 2 (พิกัด GPS :14.031746, 99.525793) ข้างในมีเนื้อที่กว้างขวาง ตกแต่งไว้สวยงามพร้อมจารึกคำอาลัยไว้ด้วย บรรจุศพเชลยศึกจำนวน 6,982 ศพ และการเข้าชมก็มีกฏระเบียบเหมือนกันนะ ใครมาเที่ยวต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ดังนี้

- เข้าเยี่ยมชมด้วยอาการสงบ
- ห้ามเดินข้ามหลุมศพ
- ห้ามส่งเสียงดัง และห้ามวิ่ง
- ห้ามนำอาหารเครื่องดื่มเข้ามารับประทาน





ส่วนที่อยู่ติดกันก็คือ พิพิธภัณฑ์ทางรถไฟไทย-พม่า ที่จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อสร้างทางรถไฟ โดยมีเรื่องราวการจัดแสดงทั้งหมด 9 ส่วน ใครที่สนใจแนวประวัติศาสตร์สามารถเข้าชมได้นะคะ ค่าเข้าชมคนละร้อยกว่าบาท

Thailand-Burma Railway Centre

แดดแรงกำลังดีเลยค่ะ ไปท้าแดดกันต่อ ณ สถานที่ท่องเที่ยวต่อไป ถ้ำกระแซ  เป็นจุดชมวิวที่โด่งดัง และเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นจุดที่สวยที่สุด และอันตรายที่สุดของเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - น้ำตก หรือที่เรียกกันว่า "เส้นทางรถไฟสายมรณะ” (The Death Railway) ซึ่งก็สวยงามพร้อมกับน่ากลัวสมคำล่ำรือค่ะ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเล่นบริเวณไม้หมอนรถไฟเพื่อชมวิวสะพาน และแม่น้ำแควน้อยได้นะคะ แต่ต้องเดินกันอย่างระมัดระวังสักหน่อย และต้องตรวจตารางเวลารถไฟที่จะมาจอดที่สถานีถ้ำกระแซกันด้วยค่ะ จะได้เตรียมเข้าไปในช่องทางหลบรถไฟได้ทัน (แต่จริงๆ ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกนะ อิอิ...)



ระหว่างนี้เราก็เดินท้าแดดกันไปเรื่อยๆ ค่ะ อากาศค่อนข้างร้อนนะ แต่พอได้เห็นธรรมชาติสวยๆ แบบนี้หายเหนื่อยค่ะ ใครคิดจะเดินไกลๆ พกน้ำดื่มติดตัวไปบ้างก็ดีนะคะ ช่างภาพของเราก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกัน เดินลุยเดี่ยวไปจนสุดทางถึงอีกสถานีเลยค่ะ สุดยอดมาก ปรบมือให้ดังๆ




และอย่าลืมเข้าไปไหว้ขอพรหลวงพ่อถ้ำกระแซกันด้วยนะคะ อ้อ.. สำหรับสาวๆ บริเวณทางเข้าถ้ำกระแซมีร้านขายของที่ระลึก ขนมนมเนยต่างๆ ด้วยล่ะ สามารถเลือกซื้อของฝากกันได้จากที่นี่เลย ราคาไม่แพงด้วยนะ เดินผ่านร้านค้าทีไร อดใจไม่ไหว ต้องช้อปๆ... แหะๆ

หลวงพ่อถ้ำกระแซ

ร่องรอยหลุมระเบิด

เส้นทางช้อปปิ้ง วะ ฮะ ฮ่าา



หลังจากเหน็ดเหนื่อยจากการชมวิวและ shopping แล้ว ขอพักกินข้าวกันก่อนนะคะ เป็นมื้อกลางวันค่อนมาทางมื้อเย็น เพราะตอนนี้จะบ่ายสามแล้ว เดี่ยวทานอาหารเสร็จเราจะเข้าที่พักคืนแรกกันเลยค่ะ มื้อนี้ไม่ได้วางแผนไว้ กะว่าขับรถผ่านร้านไหนน่าสนใจก็จอดเลยค่ะ จิ้มเลือกได้ร้านครัวข้าวหอม แอบดีใจที่เลือกร้านนี้ เพราะอาหารอร่อยมาก จากร้านที่คิดว่าเป็นแค่ทางผ่าน ตอนนี้ขอเอามาบอกต่อ อยากให้ลองแวะไปชิมกันนะคะ ราคาไม่แพงด้วย^^


สำหรับใครที่กำลังมอบหาสถานที่พักที่สะดวกต่อการเดินทาง ทำเลของรีสอร์ทที่ เขาโทน ริเวอร์วิว รีสอร์ท นับเป็นตัวเลือกดีๆ อีกแห่งหนึ่ง ห้องพักของที่นี่เป็นสไตล์วิลล่าบูติก มีทั้งหมด 12 ห้อง แต่ละห้องมีพื้นที่กว้างขวางถึง 90 ตารางเมตร พร้อมการตกแต่งสไตล์พื้นบ้านร่วมสมัย ภายในถูกตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สักและนำเอกลักษณ์ความสวยงามของเชือกมาร่วมตกแต่ง เพื่อให้เกิดบรรยากาศแบบธรรมชาติที่กลมกลืนเข้ากับความสวยงามของป่าเขาและลำน้ำรอบข้างอย่างลงตัว แต่ละวิลล่ายังมีระเบียงส่วนตัวขนาดใหญ่ที่คุณสามารถเอนกายพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว คลิกอ่านรีวิวกันได้เลยค่ะ
นอนแพ ที่ เขาโทนริเวอร์วิวรีสอร์ท


หลังจากเหนื่อยล้าจากการขับรถเที่ยวมาทั้งวัน มื้อเย็นวันนี้เราก็สั่งอาหารจากครัวเขาโทนเข้ามาทานในห้องพักค่ะ สะดวกสบายมากไม่ต้องออกไปไหนไกลด้วย กินอิ่มนอนหลับ พักผ่อนกันให้เต็มที่ พรุ่งนี้เที่ยวกันต่อจ้าาาา
-----------------------

หลังจากทานอาหารเช้าและทำการ check-out เรียบร้อย พวกเราก็ออกเดินทางไปที่ ช่องเขาขาด (พิกัด GPS : 14.352630, 98.954764) หากใครมีเวลาสามารถแวะเที่ยวที่น้ำตกไทรโยคน้อยกันก่อนได้นะคะ เพราะรีสอร์ที่เราพักเมื่อวานอยู่ไม่ไกลจากน้ำตก เอาล่ะ! ทีนี้ก่อนที่จะไปดูช่องเขาขาดในบรรยากาศจริง ต้องแวะดูข้อมูลในพิพิธภัณฑ์ช่องเขาขาดกันก่อนออกเดินทางค่ะ


ช่องเขาขาด เป็นสถานที่เที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ภายในพิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี พ.ศ. 2485 - 2488 โดยมีทั้งส่วนที่เป็นนิทรรศการภาพถ่าย สไลด์ มัลติมีเดีย การจัดแสดงอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของเชลยศึกสงคราม รวมถืงการเปิดให้เข้าชมสถานที่จริงบริเวณช่องเขาขาดที่เป็นเส้นทางการสร้างรถไฟสู่ประเทศพม่า


A Life for Every Sleeper.
ข้อมูลการเข้าชมและติดต่อ
- เปิดให้ชมจันทร์ - เสาร์ (ปิดวันอาทิตย์) 9.00 น. -16.00 น. ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ในการเข้าชม
- ติดต่อสอบถามได้ที่ 034-531-347, 08-1754-2098, 08-1814-7564

ข้อแนะนำ
- ทางเจ้าหน้าที่มีอุปกรณ์การบรรยายเป็นหูฟังบริการฟรี เพียงเสียค่ามัดจำ 200 บาทต่อเครื่อง มีภาษาให้เลือกทั้งไทย อังกฤษ ญี่ปุ่น เยอรมัน สามารถนำไปกดหมายเลขเพื่อฟังคำอธิบาย ณ จุดต่างๆ
- การเดินชมช่องเขาขาดใช้เวลาไปกลับประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นกรณีฟังคำบรรยายตามจุดต่างๆ นักท่องเที่ยวควรกะเวลาให้เหมาะสม
- การเดินในเส้นทางเดินในช่องเขา และจุดชมวิว เป็นทางค่อนข้างสูงชัน พื้นบางแห่งเป็นหินกรวดขนาดใหญ่ จึงควรเตรียมการแต่งกายและรองเท้าที่หุ้มส้นให้เหมาะสม แนะนำให้พกน้ำดื่มขวดเล็กๆ ติดตัวไปด้วยค่ะ





ช่องเขาขาด หรือ ช่องไฟนรก (Hellfire Pass)


ช่องเขาขาด หรือ ช่องไฟนรก (Hellfire Pass)
เดินออกกำลังกายสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ช่องเขาขาดกันเต็มที่แล้ว แวะพักดื่มน้ำ จิบกาแฟกันสักครู่ ก่อนที่จะออกเดินทางไปที่ น้ำตกไทรโยคใหญ่ เป็นน้ำตกที่แปลกกว่าน้ำตกที่อื่นๆ ตรงที่น้ำตกจะไหลจากลำธาร แล้วท้ายสุดจะมาลงยังชะง่อนหิน ก่อนไหลลงสู่ลำน้ำแควน้อย ทำให้นักท่องเที่ยวที่ล่องแพมาสามารถเล่นน้ำตกได้ด้วย




น้ำตกไทรโยคใหญ่ หรือชื่อว่า “น้ำตกเขาโจน” ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค จุดที่สามารถชมวิวน้ำตกได้เป็นอย่างดีคือบนสะพานแขวนไทรโยค หากต้องการชมน้ำตกอย่างใกล้ชิดละก็ ต้องนั่งเรือล่องอยู่บนลำน้ำแควน้อย หรือล่องไปกับแพ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเล่นน้ำได้ แต่ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากแม่น้ำแควมีความเย็นกว่าแม่น้ำทั่วไป และมีกระแสน้ำที่ไม่คงที่ ดังนั้นนักท่องเที่ยวอาจต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นด้วยนะคะ


น้ำตกไทรโยคใหญ่



สิ่งอำนวยความสะดวกบริเวณอุทยานฯ
- บริเวณน้ำตกไทรโยคใหญ่ มีบริการร้านอาหาร บ้านพัก ค่ายพักแรม สถานที่กางเต็นท์
- หากต้องการล่องเรือชมลำน้ำและน้ำตก ก็สามารถเช่่าเรือหรือ แพ ล่องตามลำน้ำได้ในราคา 300 บาท

ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติไทรโยค

- ชาวไทย ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท (มีบัตรนักศึกษา 20 บาท)
- ชาวต่างชาติ ผู้ใหญ่ 200 บาท เด็ก 100 บาท
- รถยนต์ 4 ล้อ 30 บาท
- รถมอเตอร์ไซต์ 20 บาท รถจักรยาน 10 บาท
- รถยนต์ไม่เกิน 6 ล้อ 100 - 200 บาท

เคยได้ยินว่า แถวไหนมีผีเสื้อ แปลว่าน้ำแถวนั้นใสสะอาดค่ะ

นั่งฟังเสียงน้ำตกตามธรรมชาติแบบนี้ รู้สึกเพลินดีเหมือนกันนะคะ ได้ดูเด็กๆ เล่นน้ำ หัวเราะกันสนุกสนาน พวกเราก็รู้สึกสนุกไปด้วยค่ะ อากาศบริเวณน้ำตกเย็นสบายเหมือนเปิดแอร์เลยนะคะ ผู้คนส่วนใหญ่จะสั่งอาหารเข้ามานั่งทาน และเล่นน้ำกันอยู่ข้างใน แต่ N2Trip มีภารกิจต่อ ขอไปนั่งกินที่ร้านด้านหน้าอุทยานฯ แทนนะคะ ชื่อร้านครัวขอนลอย มีนักท่องเที่ยวต่างชาตินั่งกันเยอะค่ะ อาหารอร่อยใช้ได้ พนักงานก็แนะนำเมนูต่างๆ ชัดเจน แต่ราคาแอบแพงนิดนึง ถ้ามากันเป็นครอบครัวก็พกเสื่อปิ๊กนิกนำอาหารเข้าไปรับประทานกันเองข้างในน่าจะประหยัดกว่าค่ะ ^^" แต่เอาขยะเข้าไปแล้ว หยิบออกมาทิ้งด้วยนะคะ คนรุ่นใหม่ต้องเที่ยวเชิงอนุรักษ์


คืนที่สองนี้ เราเลือกพักที่ สบายแอทกาญจน์รีสอร์ท อยู่ในตัวเมืองกาญจนบุรี ไม่ไกลจากสะพานข้ามแม่น้ำแคว ห้องกว้างสะอาด ทำเลดี คลิกอ่านรีวิวกันได้เลย หลังจากเล่นน้ำกันหนำใจแล้ว มื้อเย็นเราก็ฝากท้องไว้ที่รีสอร์ทเหมือนเดิมค่ะ

สบายแอทกาญจน์รีสอร์ท

-----------------------

วันสุดท้ายที่กาญจนบุรีแล้ว... ไม่อยากกลับเลย T^T ยังเหลือสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่อยากไป ไม่ว่าจะเป็น วัดถ้ำเสือ, น้ำตกเอราวัณ, สังขละบุรี, สะพานมอญ, ด่านเจดีย์สามองค์, วัดใต้น้ำ เมืองบาดาล ฯลฯ แต่เก็บไว้รอบหน้าค่ะ วันนี้เที่ยวใกล้ๆ ที่พักกันก่อน สำหรับ สะพานข้ามแม่น้ำแคว เป็นไฮไลท์ และถือเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดกาญจนบุรีเชียวนะคะ ใครมาเที่ยวกาญจนบุรีแล้ว ยังไม่เคยได้ไปเดินบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือยังไม่ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสะพานข้ามแม่น้ำแคว เรียกได้ว่ายังมาไม่ถึงเมืองกาญจน์นะจะบอกให้


ซื้อตั๋วรถราง Fairmong ได้ที่นี่

วิวจากบนสะพานข้ามแม่น้ำแคว

นักท่องเที่ยวก็สามารถเดินข้ามสะพานเพื่อชมอีกฟากฝั่งของสะพานซึ่งมีความยาวประมาณ 300 เมตรทางเดินตรงกลางสะพานมีแผ่นเหล็กปูบนไม้หมอนให้สามารถเดินได้สะดวก และมีจุดพักทั้งด้านซ้ายและขวาของสะพานเป็นระยะๆ เพื่อใช้เป็นที่หลบหลีกรถไฟขณะแล่นผ่านด้วย

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่อยากเดินข้ามสะพานทางรถไฟ ก็สามารถใช้บริการรถราง (Fairmong) ที่มีให้บริการทุกวัน โดยวิ่งจากสถานีไปยังอีกฝั่งแม่น้ำ แล้ววิ่งกลับมาส่ง ณ จุดเดิม เก็บค่าโดยสารคนละ 20 บาท ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีค่ะ


มองไปเห็นองค์เจ้าแม่กวนอิมชัดเจนเลยค่ะ


รอบบริเวณมีร้านอาหารดังๆ อยู่หลายร้านนะคะ


บริเวณเชิงสะพาน มีให้เช่าเรือหางยาว สำหรับล่องดูแม่น้ำแคว และยังมีพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อยู่ตรงข้ามตลาดพลอยด้วย พูดถึงตลาดพลอยแล้ว เราขอแว้บไปดูสักหน่อยนะคะ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีแต่ของแพงๆ นะ เพราะที่ตลาดแห่งนี้มีเครื่องประดับค่อนข้างหลากหลาย ราคาเริ่มต้นที่ 20 บาทเท่านั้น!!

ตลาดพลอย


เรียกได้ว่า 3 วัน 2 คืนของพวกเราที่กาญจนบุรี ช่างคุ้มค่าจริงๆ สมกับคำขวัญจังหวัดกาญจนบุรี ที่ว่า : แคว้นโบราณ ด่านเจดีย์ มณีเมืองกาญจน์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว แหล่งแร่ น้ำตก คราวหน้าถ้ามีโอกาสมาที่เมืองกาญจน์แห่งนี้อีกครั้ง จะเที่ยวให้ครบแน่นอนค่ะ การเดินทางของแม่น้ำไม่อาจสิ้นสุด เฉกเช่นกับความสุขในการท่องเที่ยวของพวกเราเช่นกัน คราวนี้ขอลาไปก่อน พบกับรีวิวยาวๆ ของ N2Trip ได้ใหม่ตอนหน้านะคะ bye bye  ♪♫.. ♪♫...




0 comments: